Friday, August 11, 2023

MTC as of 11 Aug 2023

 MTC as of 11 Aug 2023


- Port โตดีมาก +7000 MB

- Cost to income maintain

- NPL เพิ่ม แต่ stage 2 ลดลง ตลาด react +10% and +3%

-  ยังคงเป้า NPL not more than 3.5%


ช่วง Q and A ใน Oppday ที่น่าสนใจ

- ราคาขายรถ Stable  (แต่ขาดทุน ขายรถ 183 MB)

- ชะลอ การขายหนี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว พยายามตามหนี้เอง (แต่มี write off Qละ 500 MB)

- ผบห มอง Q3 and Q4 ผบห มอง maintain แต่ปีหน้า น่าจะกลับมาได้ 

- ผบห ให้มองหุ้น ระยะยาว 3-5 ปี  


What I think

-  if Q3-Q4 Maintain , EPS จะประมาณ 0.57 per Q  stable ตาม forecast 

- at 38 baht --> Fwd PE around 17 

- ถ้า ปีหน้า กลับมาดี  PE adjust around 20

- eps2024 say 2.6 x 20 = 52 baht --> Upside from 38 baht =  36%   






Wednesday, August 2, 2023

Set status as of Aug 02, 2023

 Set status as of Aug 02, 2023

SET Index = 1550  PE = 18.60  (Thai Government 10 year Bond = 2.58% as per   June 2023)
Yield Gap =   2.80%

 Billy B. =  BEAR** (ขึ้นมาเหนือเส้น 50 day แล้ว)




SET  1506   -->  1550  (+2.9%)  


------------------------------------------------------
My Stock
SCAP                          -12% 

Sawad                        -5%

Wednesday, July 26, 2023

ดัชนีรถยนต์ และ รถบรรทุกมือสอง

 ดัชนีรถยนต์ และ รถบรรทุกมือสอง  โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย


https://app.bot.or.th/BTWS_STAT/statistics/BOTWEBSTAT.aspx?reportID=919&language=TH






Tuesday, July 25, 2023

Holding Company info

 Holding Company info

Money Chat คุณชินภัทร วิสุทธิแพทย์

Summary by เพจ บันทึกการลงทุน หมอมือใหม่

-------------------------------------------------

ไทย 200Holdingถือ บริษัทในตลท 800บริษัท

บริษัทโฮลดิ้งถ้าถือถึง 25%

เวลารับปันผล

ยกเว้นภาษีเงินปันผล 10%

ยกเว้นภาษีเงินได้ 20%

เวลาจ่ายปันผลออกมา

จึงจะเสียภาษี10%

ถ้ายังไม่จ่ายสามารถdelayการเสียภาษีออกไป

-----------------------------------------------------------------

ประเภทHolding

Family Holding

อยู่บนสุดห่วงโซ่

ยั่งยืนสุดเป็นบริษ้ทที่ไม่มีวันตาย

เพราะไม่ทำสัญญาหรือลงทุนใดๆ ไม่JV

ไม่ต้องเสียภาษี จึงรอดทุกสถานการณ์

เป็นบริษัทเอกชนนอกตลาด ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs

เป็นNon Publicไม่ต้องทำงบ consolidated

-----------------------------------------------------

Property Holding

เช่นที่ดินจะไว้ที่Property Holding

เพื่อจำกัดความเสียหายต่อFamily Holding

เวลาโดนฟ้องร้อง เวียนคืนจะสิ้นสุดแค่ Property Holding

-Tangibleที่ดิน

-Intangible ทรัพย์สินทางปัญญา

-------------------------------------------------------------------

Investment Holding

Investment arm ไว้ JV

ส่งกำไรขาดทุน ให้แม่

แต่ภาษี กับหนี้สิน แยกจากแม่

---------------------------------------------------------

IPO Holding

Offshore Holding

aim คือ กำไรจากการขายหุ้นออกไม่ต้องเสียภาษี

เช่น ของTLIวันIPOขายหุ้นออกส่วนของ

--------------------------------------------------------

Offshore Holdingไม่ต้องเสียภาษีcapital gain

aimต่างจากHolding ในไทย

ต้องเสียภาษี capital gain20%

ตั้งเอาไว้รับปันผลเพราะไม่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%

-------------------------------------------------

ขอบเขตอำนาจHolding

ถือ>50%หรือน้อยกว่าแต่มีอำนาจควบคุมเช่น

แต่งตั้งโยกย้าย CEO

ให้เป็นบ.ย่อย consolelidatedงบ

----------------------------------------------------------------------

ถือ25%ขึ้นไปไม่เกิน50%

มี Board seat

มี Negative Majority

มีอำนาจ block vote ถอดถอนกรรมการบริษัทมหาชน

ตามกฎหมายการประชุมมติสำคัญ เช่น เพิ่มทุน/ลดทุน ควบรวมบ. เลิกบ.

ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 75%

เช่นSGCถือ 32%Global

ข้อสังเกต #ถ้ามีHolding #Companyของเจ้าของถือหุ้นอยู่

สันนิษฐานว่าaimเจ้าของไม่อยากขายหุ้น


----------------------------------------------------------------------------------------------

เพราะถ้าขายหุ้นผ่านHolding Company จะต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไร ซึ่งราคาหุ้นที่ขึ้นมาเยอะจากตอนIPOกำไรจะต้องเสียภาษีจะเยอะมาก

ต่างจากการขายหุ้นผ่านบุคคลธรรมดา

ได้รับการยกเว้นภาษีจากcapital gain

เจ้าของเอาHolding Companyไว้เก็บเงินปันผล

ที่ได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%

นำเงินก้อนนั้นไปลงทุนเพิ่ม เช่น ปล่อยกู้

ข้อดีการปล่อยกู้ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3%

----------------------------------------------------

การเอาเงินออกจากHolding Company

ปันผล

ปล่อยกู้

รายจ่าย (ปกติHoldingรายจ่ายน้อย เพราะรายได้เป็นpassive income รายจ่ายควรpassiveด้วย)

เอาเงินไปลงทุน


----------------------------------------------------------------------------

เพิ่มเติม

บ.ย่อย

ถือ50%ขึ้นไปหรือมีอำนาจควบคุมเช่นแต่งตั้งโยกย้ายผบห.ระดับ CEO CFO

consolidatedงบรวมกันตั้งแต่รายได้

-----------------------------------------------------------

บ.ร่วม

ถือ20- <50%

รับเป็นส่วนแบ่งกำไร

---------------------------------------------------------

บ.ที่ถือเงินลงทุน

ถือ<20%

รับปันผล

--------------------------------------------------------

-ลงทุนเพื่อค้า  มูลค่าเงินลงทุนตามราคาหุ้นขึ้นลงในงบPL : ROJNAถือGULFเพื่อค้า

ราคาหุ้นGULFมีผลต่อกำไรROJNA

-ลงทุนเผื่อขาย  มูลค่าเงินลงทุนตามราคาหุ้นขึ้นลงในงบดุลส่วนผู้ถือหุ้น ไม่มีผลต่อกำไร

 


Monday, July 3, 2023

Set status as of July 03, 2023

 Set status as of July 03, 2023

SET Index = 1506  PE = 18.01  (Thai Government 10 year Bond = 2.53% as per   May 2023)
Yield Gap =   3.02%

 Billy B. =  BEAR 




SET  1521   -->  1506  (-1%)  


------------------------------------------------------
My Stock
SCAP                          -15% 

Sawad                        -17%


Thursday, June 29, 2023

การลงบัญชี กลุ่ม AMC by Solo Investor

 การลงบัญชี กลุ่ม AMC by Solo Investor

https://www.facebook.com/search/top?q=solo%20investor

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

----------------------------  Secured Loan ---------------------------------------------------

----------------------------------------------------------------------------------------------

ในกรณีของ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) แห่งนึง...มีคนกังวลเกี่ยวกับบริษัท C ที่รับรู้รายได้ โดยยังไม่สามารถเก็บเงินสด ทำให้รายได้ที่เคยรับรู้มาแล้ว 4-5 ปี อาจต้องตั้งสำรองผลขาดทุน (ECL) และส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท C ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง...
...จากนั้นไม่นานคนทั่วไป และนักวิเคราะห์ ก็คิดกันไปเองว่าบริษัทอื่นๆในกลุ่มอุตสาหกรรม อาจมีงบการเงินที่ไม่น่าจะดีเช่นเดียวกัน จนเกิดการ Panic ขายหุ้นตัวอื่นๆจนราคาตกลงมาด้วย
ทั้งที่ข้อเท็จจริง ในแต่ละบริษัท ต่างใช้วิธีการบันทึกบัญชีที่แตกต่างกัน...
นับเป็นตัวอย่างความเข้าใจผิดในงบการเงิน…ที่ไม่มีใครเคยบอกคุณ...ดังนี้
บริษัทบริหารสินทรัพย์
ลงทุนในลูกหนี้ Secured Loan
เงินลงทุน 100
หลักประกัน 200 ขายได้ 150 (75% ของหลักประกัน)
รับรู้รายได้ 10% ต่อปี
ปีที่ 1-4 เก็บเงินไม่ได้
ปีที่ 5 เก็บเงินได้ 150
งบบริษัท C.......
รายได้ / ยอดจัดเก็บเงินสด / ECL / กำไรในงบ และ ต้นทุนคงเหลือ / ดอกเบี้ยค้างรับ / ECL สะสม
2555 = 10 / 0 / 0 / 10 และ 100 / 10 / 0
2556 = 10 / 0 / 0 / 10 และ 100 / 20 / 0
2557 = 10 / 0 / 0 / 10 และ 100 / 30 / 0
2558 = 10 / 0 / 0 / 10 และ 100 / 40 / 0
2559 = 10 / 150 / 0 / 10 และ 0 / 0 / 0
ความเสี่ยงที่คนกังวลของบริษัทนี้ คือ หากระยะเวลาที่ใช้กลายเป็น 6 - 7 ปี บริษัท C…. จะต้องตั้งสำรองในปีที่ 5 ทันที
เนื่องจาก อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจะไม่ใช่ 10% ต่อปีอีกแล้ว โดยอาจเหลือ 7-8% ต่อปี ดังนั้นรายได้ที่เคยรับรู้ไปแล้ว จะต้องตั้งสำรองก้อนใหญ่ก้อนนึงเพื่อให้งบการเงินสะท้อนคุณภาพของ Financial Asset ชิ้นนี้

งบบริษัท B.......
รายได้ / ยอดจัดเก็บเงินสด / ECL / กำไรในงบ และ ต้นทุนคงเหลือ / ดอกเบี้ยค้างรับ / ECL สะสม
2555 = 10 / 0 / -10 / 0 และ 100 / 10 / -10
2556 = 10 / 0 / -10 / 0 และ 100 / 20 / -20
2557 = 10 / 0 / -10 / 0 และ 100 / 30 / -30
2558 = 10 / 0 / -10 / 0 และ 100 / 40 / -40
2559 = 10 / 150 / +40 / 50 และ 0 / 0 / 0
ในกรณีเดียวกัน แต่กำไรในงบของบริษัท B จะเกิดเฉพาะปีที่ 5 เท่านั้น...และหากระยะเวลาที่ใช้กลายเป็น 6 - 7 ปี บริษัท B.... จะต้องสำรองแค่ส่วนของรายได้ดอกเบี้ยในปีที่ 6-7 จนกว่าจะได้เงินสด
ซึ่งกำไรก็จะบวมขึ้นมาในปีที่ได้รับเงินสดเป็นกำไรก้อนใหญ่

งบบริษัท K.......
รายได้ / ยอดจัดเก็บเงินสด / ECL / กำไรในงบ และ ต้นทุนคงเหลือ / ดอกเบี้ยค้างรับ / ECL สะสม
2555 = 10 / 0 / -5 / 5 และ 100 / 10 / -5
2556 = 10 / 0 / -5 / 5 และ 100 / 20 / -10
2557 = 10 / 0 / -5 / 5 และ 100 / 30 / -15
2558 = 10 / 0 / -5 / 5 และ 100 / 40 / -20
2559 = 10 / 150 / +20 / 30 และ 0 / 0 / 0
ทำให้กำไรจะปูดเป็นก้อนคล้ายๆ บริษัท B…. แต่ไม่ได้ปูดเท่า และมีกำไรระหว่างปีที่คล้ายๆ บริษัท C…. แต่กำไรระหว่างทางไม่ได้มากเท่า
ซึ่งแลกมาพร้อมกับความเสี่ยงที่น้อยกว่าในกรณีที่ทำไม่ได้ภายใน 5 ปี เพราะมีการตั้งค่าเผื่อไประหว่างทางบ้างแล้ว
========================================
ดังนั้นจะเห็นว่างบ 3 บริษัท แม้จะมีลักษณะธุรกิจเดียวกัน คือ
✓ ลงทุนในหนี้ Secured Loan
✓ มีหลักประกันตั้งใกล้กัน
✓ มีมูลหนี้เท่ากัน
✓ และขายได้ภายใน 5 ปีเหมือนกัน
แต่คนทั่วๆไปที่อ่านงบการเงิน อาจเข้าใจผิดได้ง่ายมาก ในการคำนวน Valuation ของบริษัท
ดังนั้นประเด็นความเสี่ยงที่มีความกังวลในบริษัท C.....
ที่จะโดนตั้งสำรองเยอะในปีที่ 5
จึงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นๆที่เป็นธุรกิจเดียวกันแม้แต่นิดเดียว...
ดังนั้นคนทั่วไปและนักวิเคราะห์บางคน อาจโดนข่าวสาร หรือข้อมูลหลอกได้ง่ายๆ จากงบการเงิน โดยการเอางบของบริษัทนึงไปเทียบกับอีกบริษัทนึง
ซึ่งอาจทำให้เราเสียโอกาสในการลงทุน หรือเกิดความเสี่ยง(โดยไม่รู้ตัว)ในการประเมิน Valuation ของบริษัท
นี้เป็นเพียงตัวอย่างความเข้าใจผิดง่ายๆ ในงบการเงิน…ที่ไม่มีใครเคยบอกคุณ




---------------------------------------------------------------------------------------------------------

----------------------------  Unsecured Loan ------------------------------------------------

----------------------------------------------------------------------------------------------


หลักการรับรู้รายได้ Unsecured ของทุกบริษัท
ซื้อหนี้มา 100
มูลหนี้ 1000
ผลตอบแทน 10% ต่อปี
การจัดเก็บใช้ 5 ปีจบอายุ
ดังนั้นคาดว่าจะเก็บได้ปีละ 30
หรือคิดเป็น Cash Collection Rate 3% ต่อปี หรือ เดือนละ 0.25% ของมูลหนี้

สิ่งที่เกิดในงบ JMT / CHAYO / CHASE แบบอุดมคติ
รายได้ / ยอดจัดเก็บเงินสด / ECL / กำไรในงบ และ ต้นทุนคงเหลือ / ดอกเบี้ยค้างรับ / ECL สะสม
2555 = 10 / 30 / 0 / 10 และ 80 / 0 / 0
2556 = 8 / 30 / 0 / 8 และ 58 / 0 / 0
2557 = 5.8 / 30 / 0 / 5.8 และ 33.8 / 0 / 0
2558 = 3.4 / 30 / 0 / 3.4 และ 7.2 / 0 / 0
2559 = 0.7 / 30 / 0 / 22.8 และ 0 / 0 / 0

ทำให้เบ็ดเสร็จ จะมีกำไรจาก Financial Asset ชิ้นนี้ = 10 + 8 + 5.8 + 3.4 + 22.8 = 50 บาท ตรงตามที่บริษัทคาดการณ์

ความเสี่ยงของธุรกิจ Unsecured มี 2 อย่าง คือ
1. ตั้ง IRR ผิดตั้งแต่ต้น (จากการวางระยะเวลานานเกินไป และตั้ง Cash Collection สูงไป)
2. ตั้งสมมติฐาน Cash Collection สูงเกินไป



จากตัวอย่างด้านบน
ผมเปลี่ยนเฉพาะ IRR จาก 10% เป็น 20%
สิ่งที่เกิดในงบแบบอุดมคติ
รายได้ / ยอดจัดเก็บเงินสด / ECL / กำไรในงบ และ ต้นทุนคงเหลือ / ดอกเบี้ยค้างรับ / ECL สะสม
2555 = 20 / 30 / 0 / 20 และ 90 / 0 / 0
2556 = 18 / 30 / 0 / 18 และ 78 / 0 / 0
2557 = 15.6 / 30 / 0 / 15.6 และ 63.6 / 0 / 0
2558 = 12.7 / 30 / 0 / 12.7 และ 46.3 / 0 / 0
2559 = 9.3 / 30 / 0 / 9.3 และ 25.6 / 0 / 0
เมื่อเป็นแบบนี้ สิ่งที่คุณ Enjoy กำไรเกินจริง มาตั้งแต่ปีแรกๆ จะต้องถูกลบล้าง ณ สิ้นปีที่ 5 คือ ตั้งสำรอง -25.6 ลบ. ทันที เพราะบริษัททำได้จริง ไม่ตรงกับสมมติฐานที่บริษัทตั้งไว้
และหากนับตาม Cash Basis แล้ว ยอดจัดเก็บที่คุณทำได้ คือ 150 จากต้นทุน 100 ดังนั้นกำไรของ Financial Asset ชิ้นนี้ควรอยู่ที่ = 150 - 100 = 50 บาท ไม่ใช่กำไร 75.6 นั่นเอง....ดังนั้นกำไรที่รับรู้เกินจริงไป 25.6 ลบ. จะต้องล้างทิ้งทั้งหมด

จากตัวอย่างแรก
ผมเปลี่ยนเฉพาะ ยอดจัดเก็บจากปีละ 30 เป็น 25
สิ่งที่เกิดในงบแบบอุดมคติ
รายได้ / ยอดจัดเก็บเงินสด / ECL / กำไรในงบ และ ต้นทุนคงเหลือ / ดอกเบี้ยค้างรับ / ECL สะสม
2555 = 10 / 25 / 0 / 10 และ 85 / 0 / 0
2556 = 8.5 / 25 / 0 / 8.5 และ 68.5 / 0 / 0
2557 = 6.9 / 25 / 0 / 6.9 และ 50.4 / 0 / 0
2558 = 5.1 / 25 / 0 / 5.1 และ 30.5 / 0 / 0
2559 = 3.1 / 25 / 0 / 3.1 และ 8.6 / 0 / 0

ในกรณีนี้ก็เช่นกัน เมื่อจบปีที่ 5 ยังเหลือเงินลงทุนค้างอยู่ 8.6 ลบ. ซึ่งตามหลักจะต้องตั้งสำรองทิ้งทั้งหมด เพราะหากนับตาม CASH Basis แล้ว ยอดจัดเก็บคุณทำได้ 125 จากต้นทุน 100 ดังนั้นกำไร = 125 - 100 = 25 บาท นั่นเอง....การที่คุณรับรู้กำไรไประหว่างทาง 33.6 จึงไม่ถูกต้อง และต้องตั้งสำรองล้างส่วนต่าง – 8.6 ลบ. ทิ้งทันที


อย่างไรก็ตาม ที่ผมบอกในตัวอย่าง 3 กรณี คือ แบบอุดมคติ ที่ไม่มีการตั้ง ECL ระหว่างทางเลยสักบาทเดียว แต่ในความเป็นจริง ECL จะต้องตั้งไว้ระหว่างทางแล้ว ไม่ว่าจะในกรณีที่ 2 หรือ 3 เพราะทุกไตรมาสหรือทุกปี บริษัท และ Auditor จะต้องมานั่งรีวิวสมมติฐานกัน
หากเห็นว่า Cash Collection Rate จะไม่ใช่ 3% ต่อปี หรือ 0.25% ต่อเดือนอีกต่อไป...เช่นอาจกลายเป็น 2% ต่อปี ก็จะต้อง Plot Expected Cash ในอนาคตที่เหลือ แล้วคิด PV ย้อนกลับมา เทียบกับ Book ก็จะเกิดสำรองสะสมขึ้นใน Financial Asset ชิ้นนั้นๆครับ


ปัญหา ของกลุ่ม Unsecured ที่เราไม่รู้ คือ

1. บางบริษัทเอา กระเป๋าซ้าย เข้ากระเป๋าขวา หมายถึง การเอาบริษัทอื่นๆในเครือ มาปล่อนกู้ให้ลูกหนี้ NPL เพื่อมาปิดบัญชีกับบริษัท AMC ซึ่งเป็นการปั้น Cash Collection ให้ยังอยู่ในกรอบตามกรณีที่ 1 (หรืออาจเกินกว่ากรอบ) เพื่อให้บันทึกกำไรในงบ AMC และเป็นหนี้เสียในงบบริษัทอื่นๆ

2. ราคาซื้อปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต จากแต่ก่อนซื้อหนี้ 4-5% ของมูลหนี้ ปัจจุบันอาจไป 6-10% ซึ่งการใช้สถิติเดิมทั้งเรื่อง IRR และ Cash Collection Rate ในอดีตอาจไม่ถูกต้องอีกต่อไป ซึ่งตามจริง เมื่อต้นทุนสูงขึ้น AMC ที่ดีควรจะต้องลด Expected IRR ลงให้สะท้อนกับต้นทุนของ Financial Asset ชิ้นนั้นๆ


เท่าที่ผมทราบคร่าวก็ประมาณนี้ครับ ลองเอาไปถามแต่ละบริษัทดูว่าใช่ไหม และมีบริษัทไหนมีพฤติกรรมแบบที่ผมกล่าวข้างต้นหรือไม่