Sunday, June 26, 2022

จำนวน จดทะเบียน รถมอเตอร์ไซด์ มือ1

 จำนวน จดทะเบียน รถมอเตอร์ไซด์ มือ1 

https://web.dlt.go.th/statistics/






Tuesday, June 14, 2022

เผาหลอก-เผาจริง โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR 12 มิ.ย. 2565

 เผาหลอก-เผาจริง 

 โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR 12 มิ.ย. 2565 


ในช่วงปีวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 นั้น  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยตกลงไปแรงมากถึง 53% จาก 832 จุด เหลือเพียง 373 จุด  ซึ่งนักลงทุนต่างก็รู้สึกเสมือนว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้  “ตาย” และถูก “เผา” ไปเรียบร้อยแล้ว 

ต่ก็ยังมีนักลงทุนที่ “กล้าหาญ” ซึ่งมีจำนวนน้อยมากบางคนคิดว่ามันเป็น “โอกาสสุดยอด” ใน “วิกฤติ” ที่จะต้องเข้าไปช้อนซื้อหุ้นซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น  พวกเขารู้ว่ามีความเสี่ยงรออยู่  แต่โอกาสที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นเหนือกว่ามาก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  พวกเขาคิดว่า “ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ”

 ประวัติศาสตร์ที่ตามมาบอกว่าพวกเขา “คิดผิด”  อย่างน้อยก็ในระยะสั้นอีกเกือบ 1 ปี  หลังจากนั้น  เพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลังจากสิ้นปี 2540 ตกลงไปอีกมากและเหลือแค่ 215 จุด เมื่อสิ้นเดือนสิงหาคม 2541  เป็นการตกลงอีกถึง 42%  ใน 8 เดือน  “วิกฤติ” กลายเป็น “หายนะ” ซ้ำ  ว่าที่จริงดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2539

ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ 1 ปี ก็ตกลงมาแรงเป็น “วิกฤติ” อยู่แล้ว  คือดัชนีลดลงจาก 1,281 จุดเหลือเพียง 832 จุด หรือลดลงถึง 35%  เพียงแต่เหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นตกลงมานั้นยังไม่ชัด  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ในปี 2539 GDP ของไทยยังโตถึง 5%  แต่  “ใส้ใน” ของเศรษฐกิจไทยกำลัง “เน่า” เกิดการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงินอย่างหนัก  สินค้าส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้เพราะค่าเงินบาทที่แข็งกว่าความเป็นจริง

เหตุการณ์ในช่วงปีต้มยำกุ้งดังกล่าวนั้น  ต่อมาถูกเรียกโดยนักลงทุนไทยว่าเป็นปี “เผาหลอก” คนคิดว่า “งาน” หรือพิธีส่งศพจบแล้ว  แต่หารู้ไม่ว่าการ “เผาจริง” กำลังจะเริ่ม  และมันจะรุนแรงกว่า  ดังนั้น  คนที่คิดว่าการเข้าไป “ช้อนซื้อหุ้น” หรือเข้าไปเก็บหุ้นที่ตกระเนระนาดและไม่มีใครต้องการนั้น  จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีหรือเป็นโอกาสมหาศาล

อาจจะคิดผิด  คนที่คิดว่าหุ้นตกลงไปขนาดนั้นแล้วคงจะไม่ตกลงไปได้มากแล้วก็อาจจะคิดผิด  การเข้าไปซื้อหุ้น  “หลังวิกฤติ” อาจจะเป็นการคิดผิด  เพราะวิกฤติทางเศรษฐกิจที่แท้จริงและรุนแรงขึ้นอาจจะกำลังตามมา  สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นอาจจะเป็นแค่ “ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง”

 ถ้าตอนสิ้นปี 2539 เราเห็นว่าหุ้นไทยตกลงมา 35% และเราคิดว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังดีอยู่มากและเราก็คงแก้ปัญหาเรื่องการส่งออกและเงินสำรองของประเทศได้  ดังนั้นเราจึงเข้าไปซื้อหุ้นหลัก ๆ  ที่อิงอยู่กับดัชนีหุ้น  เราก็จะขาดทุนไป 52% ในปี 2540 และถ้าเราคิดว่าหุ้นไม่น่าจะตกต่อไปได้มากอีกแล้วที่ 373 จุดในตอนสิ้นปี 2540 

ซึ่งเท่ากับดัชนีตลาดประมาณต้นปี 2531 หรือประมาณ 10 ปีที่แล้ว  และเราเข้าไปซื้อหุ้น  เราก็จะขาดทุนไปอีก 42% ในเวลาเพียง 8 เดือน โดยรวมแล้ว  ใน “ช่วงเวลาแห่งความเลวร้าย” 1 ปี 8 เดือน  เราอาจจะขาดทุนไป 90%  ดังนั้น การเข้าไป “ซื้อหุ้นหลังวิกฤติ” เพราะคิดว่าเป็นโอกาสนั้น  แท้ที่จริงแล้วก็อาจจะมีความเสี่ยงพอๆกัน โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้วิเคราะห์และ/หรือเลือกหุ้นให้ดีพอ และที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อหุ้น เข้าเร็วเกินไป- เจ๊ง เข้าช้าเกินไป- เสียโอกาส

 ประวัติศาสตร์ของวิกฤติตลาดหุ้นที่เป็น “ตลาดหมี” นั้นบอกเราว่า  ตลาดหุ้นอเมริกานั้นเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุก 6 ปี  ส่วนตลาดเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นนั้นเกิดขึ้นถี่กว่ามาก  ส่วนหนึ่งเพราะมีหลายตลาด  จะเกิดขึ้นเฉลี่ยประมาณทุก 3 ปี  แต่ที่อาจจะน่าสนใจกว่าสำหรับนักลงทุนบางคนที่อาจจะอยาก “เปลี่ยนชีวิต” โดยการเข้าไปซื้อหุ้นยามวิกฤติก็คือ  ระยะเวลาของตลาดหมีว่าแต่ละครั้งกินเวลานานเท่าไร?

คำตอบก็คือ ประมาณ 9 เดือน  ยกเว้นในกรณีที่เกิดวิกฤติร้ายแรงระดับที่ทำให้เศรษฐกิจ “ล่มสลาย” อย่างในกรณี “มหาวิกฤติ” ปี 1929 ของสหรัฐและช่วงปี 1973 กรณีวิกฤติน้ำมันและเงินเฟ้อสูงมากจนเป็น  Stagflation ระยะเวลาของตลาดหมีก็กินเวลา 2-3 ปี  หรืออย่างในกรณีต้มยำกุ้งของไทยเอง ระยะเวลาก็ยาวถึง 2 ปี 8 เดือน

ตลาดหมีรอบนี้ของอเมริกาเพิ่งจะเกิดขึ้นประมาณ เกือบ 6 เดือน นับจากต้นปีจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน ดังนั้น  ดูเหมือนว่าหุ้นสหรัฐอาจจะยังไม่ได้ตกถึงพื้นจริง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เหตุการณ์ล่าสุดที่มีการประกาศอัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปีที่ 8.26%

และการที่ธนาคารกลางประกาศว่าจะเดินหน้าเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอีกหลายรอบรวมถึงการดูดเม็ดเงินออกจากระบบโดยการทำ QT อย่างมหาศาลในช่วงเวลาหลายปีข้างหน้า  ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาอย่างแรงเฉลี่ยประมาณ 3% ในวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2565  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเริ่มที่จะกลัวว่าจะเกิดเงินเฟ้อพร้อมกับการถดถอยทางเศรษฐกิจหรือ Stagflation ในไม่ช้า

ในปี 2540 ผมได้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจังและเต็มที่  แต่ในวันนั้นผมไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะทำกำไรจากการที่เข้าไปซื้อหุ้นถูกเพื่อที่จะขายต่อเมื่อหุ้นฟื้นตัว  ผมซื้อหุ้นในตอนนั้นเพราะจะต้อง “เอาตัวรอด” จากความเสี่ยงที่ต้องตกงานและหางานทำที่เหมาะสมไม่ได้  ดังนั้น  ผมจึงหาทางลงทุนเงิน “ก้อนสุดท้าย” ที่  “ไม่เสี่ยง”  และได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมและสามารถใช้ชีวิต  “คนชั้นกลางค่อนข้างดี” ของผมในวัย 40 กว่าปีต่อไปได้

 ผมดูการลงทุนหลายอย่างและพบว่าหุ้น “บางตัว” มีคุณสมบัติแบบนั้น “ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร”  ผมโชคดีที่พบหลายตัวและลงทุนรวมกันเป็นพอร์ตที่ดี  เห็นได้จากการที่พวกมันไม่ตกเลยแม้หุ้นโดยรวมจะตกลงไปอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์  และเมื่อหุ้นทั้งตลาดฟื้น  มันกลับเติบโตมากกว่าทำให้พอร์ตเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนานจนถึงทุกวันนี้  หุ้นเหล่านั้นหลายตัวต่อมาผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก”

วิกฤติรอบนี้ผมกำลังพยายามทำคล้าย ๆ  กันในตลาดหุ้นเวียดนาม  ผมไม่ได้ชวนให้คนไปลงทุนในเวียดนาม  แต่คิดว่าทุกคนสามารถเลือกแนวทางลงทุนในยามวิกฤติแบบที่ผมทำได้ในทุกตลาด  เลือกหุ้นที่คิดว่าแข็งแกร่งมาก  เติบโตได้ยาวนานในราคาหุ้นที่ไม่แพง  และถือไว้ยาวนาน        

Wednesday, June 1, 2022

Set status as of June 01, 2022

 Set status as of June 01, 2022

SET Index = 1660  PE = 19.56  (Thai Government 10 year Bond = 2.66% as per   Apr 2022)
Yield Gap =   2.45%

 Billy B. =  Sick Bull --> Dead Bull --> Sick Bull --> just BULL a few day



  

Stock Monthly Winner
 
SET 1652 --> 1660  (+0.48%)  

------------------------------------------------------
My Stock
BFIT                        +4%
AMANAH                  -13%
Sawad                     +5%

---------------------------------------------------------
Fashion and Clothes
CPH                   510%  ผลิตเสื้อผ้า และอสังหา
NC                      68%   ชุดชั้นใน เชอรีล่อน เครือสหพัฒน์
BTNC                  51%   เสื้อผ้า เครือสหพัฒน์ Guy Laroche
PG                      26%   เสื้อผ้า เครือสหพัฒน์
TNL                    23%   เสื้อผ้า เครือสหพัฒน์



กลุ่มโลหะ
VARO                   173%   Aluminium
TCJ                       62%    Stainless
LHK                      33%    Stainless



Health and Dental
LDC                    41%
PRINC                 41%
D                       38%
THG                   21%


Car Rental 
KCAR                  37%
ASAP                  25%


Foods
TFG                    22%     หมู และไก่
GFPT                  19%      ไก่



อสังหา และก่อสร้าง
KC                       110%
BKD                      29%   (ก่อสร้าง เน้น interior)
CAZ                      18%   (ก่อสร้าง เน้น โรงงานอุตสาหกรรม) 


กลุ่ม electronic and tech
SICT                    21%
BE8                     21%
IIG                      18%



อื่น ๆ
TVD                  70%    จะขุด Bit coin + วิชัย ทองแตงมาถือ 9%
AFC                  63%     ไนลอน
TMI                  30%      ขายอุปกรณ์ไฟฟ้า และ รฟฟ พลังงานทดแทน
MOONG            29%      Product Baby and Elder (พีเจี้ยน)
CPL                  28%      แผ่นหนัง
TKT                 22%       Auto parts
TCMC               22%       พรม, เบาะรถ, เฟอร์นิเจอร์
NBC                 18%       Nation22
Jubile              17%       เพชร




Friday, May 27, 2022

BRI as of May2022

 BRI as of May2022

1)  Normalized Q1 = 243 MB (NPM = 18%)

2)  Normalized Revenue Q1 = 1338 MB  

      เป้า ผบห ทั้งปี 7200 MB --> หัก กำไรจากเงินลงทุน = 144 MB

      Rev2022 = 7056 MB 

 3)   มี 3 projects จะเปิดใน Q3 --> JV share 49%

      Normalized NPM อาจลดลง say 15% --> Net Profit 2022 = 1058 MB

      EPS = 1058 / 853 = 1.24

4)  มี projects เปิดใน Q4 เยอะมาก ต้องระวังเลื่อน







Tuesday, May 24, 2022

Amanah (as of May2022)

 Amanah (as of May2022)

After CV 19 May 2022

1) ผบห ขอ 2 ปี สำหรับ growth ที่จะเห็นผล

2) port จะ double ใน 3-4 ปี (from now 3500 --> 8000 MB)

3) ค่าใช้จ่าย ที่เพิ่มขึ้น ตัวที่เยอะขึ้นจริง ๆ = เงินเดือนและโบนัสพนักงาน + รับ Checker ที่เพิ่มขึ้น + Incentive เพราะฉะนั้น คชจ นี้ จะมีทุก Q ตลอดทั้งปี  (not one time expense)

(เทียบ Q4'21 vs Q1'22 แบบ apple to apple --> 78 MB  vs   84 MB) 

     3.1) ส่วนที่ subsidized OA ประมาณ 1.4 MB (not too effect)

     3.2)  เปิด 3 สาขาใหม่ ค่าเช่า และตกแต่ง ประมาณ  1 MB  (not too effect) แต่ต้องมี พนักงานมาเพิ่มเลยมีค่าใช้จ่ายพนักงาน

     3.3)  เพราะฉะนั้น ถ้า 3Q ที่เหลือ จะปล่อย Q ละ 500-600 MB ก็ไม่น่าจะมี ค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มแล้ว  ตัวเลข 85 MB per Q น่าจะเพียงพอ

4) Tax : Q1 ยังไม่ได้ใช้ การ write off หนี้ มาช่วย เลยจ่ายเต็ม (17%)

    แต่ Q ต่อ ๆ ไป จะมีการใช้แน่นอน

5) ถ้าเป็นแบบนี้  Forecast กำไร ปีนี้ เต็มที่ จะอยู่ ประมาณ 350 MB (EPS = 0.34)

     ขณะที่ ปี 2023  ถ้าปล่อย 2300 MB กำไร ควรจะกระโดด จากค่าใช้จ่ายที่ stable แล้ว = 480 MB (EPS=0.46)   ** To follow up **




















Monday, May 16, 2022

BFIT+SCAP as of May2022

 BFIT+SCAP as of May2022

BFIT ซื้อ SCAP  = 18000 MB  

BFIT จ่ายเงินเป็นหุ้นแทน (750 M Shares at 24 baht) 


0)  ธุรกิจ จะเหลือแค่ Hire Purchase New Motorcycle and Personal LOAN


1) จำนวนหุ้น จะ dilute กลายเป็น 1302 M Share


2) SAWAD ถือ BFIT ลดลง 81% --> 72%  

    K. วิชิต (new CEO) ถือ 5%

    Free Float > 20% เข้า SET50/SET100 ได้ 


3) Estimated Port สิ้นปี 2022 = 14000 MB (ปีนี้จะปล่อย 11000 MB, ส่วนใหญ่ สัญญายาว ทำให้แทบจะ top up port ได้เลย) 


4)  BFIT มีเงินพร้อมปล่อยอีก 9600 MB 

   - อยู่กับ S2014  (สินทรัพย์อื่นสุทธิ) = 6600 MB

   -  Bank + Finance Asset  = 3000 MB

     ทำให้ Financial Cost จะน้อยมาก และ NPM จะสูง 


5)  คาดหวังการปล่อยสินเชื่อ ปี 2023 มากกว่าเดิม (around 15000 MB)  

     ทำให้ port สิ้นปี 2023 = 28000 MB











Wednesday, May 4, 2022

Set status as of May 03, 2022

 Set status as of May 03, 2022

SET Index = 1652  PE = 20.0  (Thai Government 10 year Bond = 2.31% as per   Mar 2022)
Yield Gap =   2.69%

 Billy B. =  Sick Bull  




Stock Monthly Winner
 
SET 1701 --> 1652  (-3%)  

------------------------------------------------------
My Stock
BFIT                        +10%
AMANAH                  +6%
Sawad                     -7%

---------------------------------------------------------
Inside   
TEAMG               164%  (EEC medical hub)
DITTO                 26%


ขุด Bitcoin
ZIGA                    52%   


Health
RAM                    26%


Meida
NINE                  100% (หนังสือ และสำนักพิมพ์ NED)
NBC                   18%   (Nation22)


อสังหา และก่อสร้าง
A5                        65%
ARIN                     45%


กลุ่ม electronic and tech
FSMART                    41%  (ตู้บุญเติม ถือหุ้น FORTH)
FORTH                      33%  (ตู้เต่าบิน)
SVOA                        20%



น้ำมันปาล์ม
UVAN                        36%
UPOIC                       27%



อื่น ๆ
UMS                    136% (นำเข้าถ่านหิน)
TSR                     40%  (co with SABUY)
ASAP                   38%  (Car rental)
BGT                     30%  (Body Glove)
UBIS                    30%  (Coating and Sealant)
SISB                    27%  (International school)
TQM                    24%  (นายหน้าประกันรถ)
SHR                     24%   (S Hotel and Resort)
CFRESH               23%   (กุ้งแช่แข็ง และค่าเงินบาทอ่อน)
KAMART              23%   (จะทำธุรกิจเพิ่ม ศูนย์อนุรักษ์สัตว์หายาก ก็เลยขุดดินขาย)
TH                      22%  (new business --> Asset Management)
ACAP                  20%  (P Loan and Asset Management)
TAKUNI               19%  (ขาย LPG and ถือหุ้น CAZ)
RP                      19%  (ท่าเรือสมุย)
UEC                    19%  (ผลิต Vessel ขาย)
SAPPE                 18%  (Beverage Drink)
AKP                    18%  (Safety tools and BWG ถือหุ้นใหญ่อยู่)