Wednesday, January 27, 2021

15 Themes of Big Idea by ARK Invest

 15 Themes of Big Idea by ARK Invest


https://www.facebook.com/Tam.eig

.
#ธีมที่1: Deep Learning
.
Ark Invest มองว่า #DeepLearning จะเป็นสุดยอดเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนโลก พลิกโฉมที่สำคัญที่สุดในช่วงชีวิตของเราเลยครับ
.
หลักๆแล้ว Deep Learning เป็นรูปแบบหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่จะใช้ข้อมูลเอาไปเขียนซอฟต์แวร์อีกทีนึง
.
และการที่มันเรียนรู้และเขียนซอฟต์แวร์ได้อัตโนมัตินี่แหละครับ จะกลายเป็นว่า Deep learning จะพลิกโฉมในทุกอุตสาหกรรม ทุกวงการ
.
ทั้งนี้ Ark ประเมินว่า Deep Learning จะสร้างมูลค่าตลาดให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมมากถึง 30 ล้านล้านเหรียญ (คูณเป็นตัวเลขเงินบาทไม่ถูกเลยครับ) ภายในเวลา 15-20 ปีครับ
.
ยกตัวอย่างการนำไปใช้จริง เช่น ลำโพงอัจฉริยะ, รถยนต์ไร้คนขับ, แอพสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างพวกเรา เช่น Tiktok ก็ใช้ Deep Learning
.
=============
.
#ธีมที่2: The Re-Invention of the Data Center
.
โดย Ark Invest มองว่า ระบบประมวลผล Data Center กำลังจะอยู่ในช่วงที่ปฏิวัติครั้งใหญ่เลยครับ
.
เหตุผลเพราะมีตัวประมวลผลที่จะทำให้ ถูกกว่า, เร็วกว่า, มีประสิทธิภาพมากกว่า และมองว่ามีโอกาสที่จะมาแทนที่ Intel ซึ่งก่อนหน้านี้ครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 90% ของรายได้ทั้งโลก
.
สำหรับ cloud computing มองว่าเทคโนโลยีชิปประมวลผลของ ARM, RISC-V และ GPU มีโอกาสที่จะมีบทบาทมากขึ้น โดยสามารถเติบโตได้มากถึง 45% ในแต่ละปี และจะมีรายได้แตะระดับ 1.9 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2030 ครับ
.
ส่วน data center ที่มี GPUs ที่จะมีบทบาทมากขึ้นจะเติบโตมากถึง 21% ต่อปี ขึ้นไปแตะระดับ 4.1 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2030 โหดสุดๆครับ
.
=============
.
#ธีมที่3: Virtual Worlds
.
คำว่า Virtual Worlds ครอบคลุมทั้งวีดีโอเกม, AR, และ VR ครับ
.
หลักๆแล้วจะเป็นการสร้างสภาพแวดล้มที่สร้างขึ้นมาโดยคอมพิวเตอร์ และทำให้ใครก็ได้สามารถเข้าไปใช้ได้ และใช้เมื่อไหร่ก็ได้ (เหมือนในหนังเลยครับ) สิ่งที่ Ark มองคือตอนนี้ Virtual Wolds ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นครับ
.
มองว่ามีโอกาสเติบโต 17% และจะทำให้มูลค่าธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 1.8 แสนล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเป็น 2.5 แสนล้านเหรียญภายในปี 2025 เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ตอนนี้ Virtual Wolrds ยังเป็นอิสระต่อกัน แต่ต่อไปในอนาคตทุกอย่างมันจะเชื่อมโยงกัน สามารถทำงานร่วมกัน กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่เรียกว่า Metaverse
.
=============
.
#ธีมที่4: Digital Wallets
.
กระเป๋าเงิน digital จะมีมูลค่าสูงถึง 4.6 ล้านล้านเหรียญในสหรัฐภายในปี 2025 ครับ โดยมีมูลค่าระหว่าง 250-1900 เหรียญต่อผู้ใช้งานในวันนี้ และจะเพิ่มเป็น 2 หมื่นเหรียญเลยทีเดียวครับ
.
เอาง่ายๆคือตอนนี้ Digital Wallets เองก็เริ่มเจาะตลาดให้บริการทางการเงินในรูปแบบเดิมๆได้แล้วครับ รวมถึงการให้กู้ยืมเงิน และจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่น่าตื่นเต้นมาก
.
(ยกตัวอย่างจีน ที่การชำระเงินผ่านมือถือ เติบโต 15 เท่าภายในเวลาแค่ 5 ปี และมีมูลค่าตอนนี้สูงถึง 36 ล้านล้านเหรียญใหญ่ 3 เท่าของ GDP จีน)
.
=============
.
#ธีมที่5: Bitcoin’s Fundamentals
.
ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2017 Ark Invest มองว่าราคา bitcoin พุ่งปรี๊ดเป็นเพราะกระแสครับ แต่ตอนนี้เริ่มมีความไว้ใจ มีความน่าเชื่อถือ และหลายบริษัทเริ่มมองว่าจะสะสมเสมือนว่าเป็นเงินสด ในงบดุลของตัวเอง
.
เอาแค่ว่า สมมติบริษัทใน S&P 500 ทุกบริษัทแบ่งเงินแค่ 1% ของเงินสดเข้าไปลงทุนใน bitcoin แค่นี้ก็จะเห็นว่ามูลค่ามีโอกาสพุ่งแตะระดับ 4 หมื่นเหรียญได้สบายๆ
.
เพราะฉะนั้นก็เลยมองว่า การที่ bitcoin เพิ่งแตะจุดสูงสุดใหม่ไปไม่นานนี้ ในเชิงพื้นฐานยังถือว่าแข็งแกร่งอยู่ครับ
.
=============
.
#ธีมที่6: Bitcoin: Preparing For Institutions
.
ไม่ใช่แค่นี้ครับ bitcoin กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจ และมองว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตฟอลิโอ ที่จะต้องมีการจัดพอร์ต และแบ่งพอร์ตมาลงทุนด้านนี้ครับ
.
และมองว่า bitcoin มีโอกาสพุ่งจากมูลค่า 5 แสนล้านเหรียญ (เดือนธันวาคม) กลายเป็น 1-5 ล้านล้านเหรียญภายใน 5-10 ปีเลยทีเดียวครับ และแนะนำด้วยว่าสำหรับนักลงทุนควรจะมี bitcoin ติดพอร์ตไว้บ้าง
.
=============
.
#ธีมที่7: Electric Vehicles (EVs)
.
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า จะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และมีนัยยสำคัญมากๆ โดยจะเริ่มมีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ทั่วไปที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้มากขึ้นครับ
.
ทั้งนี้ผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จะพัฒนาแบตเตอรี่ที่จะช่วยทำให้การขับขี่ได้ไกลขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลงมาก และมองว่าจะมีโอกาสเติบโต 20 เท่า จากตอนนี้มียอดขาย 2.2 ล้านคัน จะเพิ่มกลายเป็น 40 ล้านคันในปี 2025 ครับ
.
แต่ความเสี่ยงในมุมการลงทุนคือ ถ้าค่ายรถยนต์ที่เป็นเจ้าตลาดเดิม สามารถเปลี่ยนโฉมตัวเองให้พัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถยนต์ไร้คนขับได้อย่างประสบความสำเร็จ
.
=============
.
.
ยุคของหุ่นยนต์กำลังมาแล้วจ้า และจะช่วยคน และช่วยสร้างงานด้วยนะ
.
หลายคนยังมีความกลัวว่าระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะทำให้คนตกงาน แต่ Ark กลับเชื่อว่า ระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยทำให้คนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยเพิ่มผลิตภาพ และทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นด้วยครับ
.
โดยจะมีมูลค่าตลาด ที่สูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญในช่วง 5 ปีนี้ เพิ่มขึ้นปีละ 5% ครับ
.
=============
.
#ธีมที่9: Autonomous Ride-Hailing
.
ธุรกิจที่ให้บริการบนแอพพลิเคชันเพื่อใช้เรียกยานพาหนะในเครือข่ายผู้ให้บริการ เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซค์ เป็นสิ่งที่เราเริ่มคุ้นชินละครับ แต่สิ่งที่ Ark มองคือ อนาคตจะกลายเป็นระบบอัตโนมัติ ไร้คนขับครับ
.
โดยมองว่าจะช่วยลดต้นทุนการเดินทางให้เหลือเพียง 10% ของต้นทุนแท็กซี่ในวันนี้ โอ้โห...​มิน่าเค้าถึงมองว่ากำลังจะมีการใช้อย่างแพร่หลายครับ
.
ทั้งนี้ Ark มองว่า แพลตฟอร์ม ride-hailing นี้ จะสร้างรายได้มากถึง 1 ล้านล้านเหรียญต่อปี ภายในปี 2030
.
และค่ายรถยนต์จะมีกำไร 2.5 แสนล้านเหรียญ และคนที่เป็นเจ้าของรถจะมีกำไรถึง 7 หมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียวครับ
.
=============
.
#ธีมที่10: Delivery Drones
.
อันนี้น่าสนใจครับ โดยมองว่า โดรนจะมาลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและคนได้อย่างมีนัยยสำคัญ
.
ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการลดต้นทุนแบตเตอรี่, และเทคโนโลยีระบบอัตโนมัตินี่แหละครับจะช่วยผลักดันทำให้โดรนเกิดขึ้นได้
.
และอีกไม่นานครับ Ark มองว่าโดรนที่จะนำมาขนส่ง ทั้งสินค้า อาหาร และคน จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสะดวกสบายมากอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และโดรนก็จะมาพลิกโฉมการช็อปปิ้ง ลดเวลาการท่องเที่ยว การเดินทาง และช่วยชีวิตคนได้
.
โดยมองว่า แพลตฟอร์มในการส่งนี้จะสร้างรายได้มากถึง 2.75 แสนล้านเหรียญในการส่ง, สร้างรายได้ใน hardware อุปกรณ์มากถึง 5 หมื่นล้านเหรียญ และรายได้จาก mapping เพิ่มเป็น 1.2 หมื่นล้านเหรียญเลยทีเดียวครับ
.
=============
.
ธีมที่ 11: Orbital Aerospace
.
ARK มองว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบินและอวกาศกำลังจะกลายเป็นขาขึ้นครับ
.
เหตุผลที่สำคัญคือต้นทุนจรวดและดาวเทียมลดลงอย่างมาก
.
สิ่งที่ทำให้ต้นทุนลดลงนั่นเป็นเพราะการพัฒนาในเทคโนโลยี deep learning, การเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ, ระบบ เซ็นเซอร์, การพิมพ์สามมิติ รวมถึงหุ่นยนต์
.
ซึ่งก่อนหน้านี้เทคโนโลยีเหล่านี้มีต้นทุนราคาแพง แต่ตอนนี้ต้นทุนเริ่มลดลง ทำให้การ ปล่อยดาวเทียมและจรวดจะอยู่ในยุคเฟื่องฟูมากๆ
.
ทางด้าน ARK วิเคราะห์แล้วว่าโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การบินและอวกาศรวมถึงการเชื่อมต่อดาวเทียม และการเดินทางด้วยเครื่องบินที่มีความเร็วเหนือเสียงอาจจะมีมูลค่าที่สูงมากกว่า 3.7 แสนล้านเหรียญ ในแต่ละปีเลยทีเดียวครับ
.
=============
.
ธีมที่ 12: 3D Printing
.
การพิมพ์สามมิติจะมีความสำคัญอย่างมากครับเราจะช่วยประหยัดเวลา,
ต้นทุนและการปล่อยของเสียแต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างอุปกรณ์ใหม่ๆได้อย่างน่าทึ่ง
.
โดยระบบการพิมพ์สามมิติจะช่วยลดระยะเวลาระหว่างการออกแบบดีไซน์และการผลิต นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยทำให้ดีไซน์เนอร์ทำงานได้ ง่ายมากขึ้น
.
และความเจ๋งอีกอย่างคือการช่วยลดความซับซ้อนของทั้งซัพพลายเชนและมีต้นทุนเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของโรงงานการผลิตในรูปแบบเดิมๆ
.
โดย ARK วิเคราะห์แล้วว่าการพิมพ์สามมิติจะช่วยปฏิวัติวงการการผลิตซึ่งจะทำให้มีอัตราการเติบโตสูงถึง 60% เพิ่มมูลค่าจาก 1.2 หมื่นล้านเหรียญในปีที่แล้ว กลายเป็น 1.2 แสนล้านเหรียญ ภายในปี 2025
=============
.
ธีมที่ 13: Long Read Sequencing
.
เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่จะช่วย อ่านลำดับนิวเคลียร์โอไทด์ แบบสายยาวซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้เกิดการปฏิวัติยีนในร่างกายของมนุษย์
.
ทาง ARK เชื่อว่าเทคโนโลยี long read จะช่วยทำให้เกิดความแม่นยำที่สูงมาก และสามารถช่วยตรวจจับตัวแปรที่มีความหลากหลายได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบบเดิม
.
และภายในปลายปี 2025 ต้นทุนของเทคโนโลยีใหม่ลดลงมาจนเกือบจะเท่ากับเทคโนโลยีเดิม
.
ARK เชื่อว่า รายได้ของเทคโนโลยีนี้จะเติบโตมากถึง 82% ต่อปีและจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 250 ล้านเหรียญ ในปี 2020 เพิ่มขึ้นกลายเป็น 5 พันล้านเหรียญ ภายในปี 2025
.
=============
.
ธีมที่ 14: Multi-Cancer Screening
.
สิ่งที่น่าตื่นเต้นถัดมาคือ การทดสอบตัวอย่างเลือดเพื่อหาเซลล์มะเร็ง จะช่วยป้องกันโอกาสในการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้มากกว่าวิธีในการรักษาที่เคยทำกันมาในประวัติศาสตร์โลก
.
ARK ประเมินว่าเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ใหม่จะช่วยทำให้ต้นทุนในการตรวจหาเชื้อมะเร็งลดลงมา 20 เท่าจากเดิมเคยสูงถึง 30,000 เหรียญ ในปี 2015 จนตอนนี้เหลือเพียงแค่ 1500 เหรียญ
.
และในอนาคตต้นทุนจะลดลงมาเพิ่มเติมได้อีก 80% เหลือเพียงแค่ 250 เหรียญภายในปี 2025
.
นั่นหมายความว่ามูลค่าตลาดของเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจจับโรคมะเร็งจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 1.5 แสนล้านเหรียญในสหรัฐอเมริกาแต่ที่สำคัญมากกว่าคือจะช่วยทำให้จำนวนคนมากถึง 66,000 คนรอดพ้นจากการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในแต่ละปีในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วจะช่วยชีวิตคนได้มากถึง 1.4 ล้านคนทั่วโลกเลยทีเดียวครับ
.
=============
.
ธีมที่ 15: Cell and Gene Therapy: Generation 2
.
ปัจจุบันโลกมนุษย์จะมีโรคหลายโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือเพราะโรคที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
.
ตอนนี้การรักษาเซลล์ และยีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น โดย ARK มองว่ายังมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากถึง 20 เท่าตัว
.
เหตุผลที่เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้จะมาได้แน่นอนนั่นก็เป็นเพราะว่า เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, การตัดต่อพันธุกรรม จะช่วยทำให้ลดโอกาสล้มเหลว
.
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดนี้ก็เพิ่มขึ้นห้าเท่าจากปี 2010

Thursday, January 21, 2021

AP (as of Jan 21 '2021)

 AP (as of Jan 21 '2021)

Share Price = 7.5 Baht

Points:

- เก็งปันผล 0.5 Baht (6.6%)

- Downside limit (PE7.5 say EPS2021=1)

- Becomes Industry No.1 (2020) ยอดโอน 46000 MB

- Becomes Industry No.1 (2020) Presale 31000 MB







 

Thursday, January 14, 2021

Nagacorp Ltd.(HKG3918)

 Nagacorp Ltd.(HKG3918)

Price = 9.9 HKD

Story:

- Casino in Cambodia with License holding until 2065

- Covid makes Revenue drop 60% and No Profit

- ประกาศงบ ปีละ 2 ครั้ง (year end Dec)

- ระหว่าง Covid มีการสร้างเฟส 3 และ รีสอร์ทในรัสเซีย

- Post Covid: say EPS2022 = 0.13 usd = 1 HKD x PE15 = 15 HKD 



Information from Morningstar Premium

https://www.morningstar.com/stocks/xhkg/03918/quote










Monday, January 4, 2021

Set status as of Jan 04, 2021

 Set status as of Jan 04, 2021

SET Index = 1468  PE = 29.25  (Thai Government 10 year Bond = 1.41% as per  Nov2020)
Yield Gap =   2.01%

 Billy B. =   BULL แล้วจ้าาาา





Stock Monthly Winner
 
SET 1420 --> 1468 (+3.3%)  

BFIT               - 4% (WTF)

แก๊งส์ปั่น index
Delta             127%
AEONTS           29%
BAY                 24%


โรงกลั่น
IRPC                41%
TOP                 14%
SPRC               13%
BCP                 12%
GPSC               11%


ก๊วน JMART
Singer              56%
J                     34%
JMART             18%
JMT                  6%



อื่น ๆ 
RCL                 73%
THCOM            59%
VNT                 37%
SRICHA            36%
PSL                  30%
BANPU             29%
DEMCO             24%
KTC                 21%
TTCL               21%







Wednesday, December 30, 2020

Year 2020 assessment

 Year 2020 assessment

Return = -14.6%
SET =  -8.2% add Dividend Yield 3% = Total -5.2%





Monday, December 28, 2020

Stock of the year 2020

 Stock of the year 2020

DELTA          1456% (at High 8xx)

SINGER          433%

AS                   380%

RCL                 305%

SFLEX            203%

ZIGA               183%

JMART             155%

SIS                     147%

SUN                  144%

THCOM            140%

ASIAN               140%

WICE                 137%

MBAX                130%

BOL                     126%

THRE                    103%

ALT                        102%

TQM                        98%


ตัวที่รู้จัก

JMT                          93%

KTC                         48%

SAWAD                    -6%

BFIT                         -8%

--------------------------------------------------------------------------

Case Study DELTA 

กำไร โต 100% แต่ราคาไปไกลมาก 





ขึ้นเยอะจนบริษัทออกจดหมายว่า ไม่มีพัฒนาการขนาดนั้น
ถูกทุบลง 8xx to 5xx  ภายในวันเดียวกัน (Dec 28 '2020)








Free Float น้อย และ ผถห ไม่น่าขาย เลยถูกเอามาปั่นทำ ดัชนี SET


Sunday, December 20, 2020

Baby Boomer VS Gen Y/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่รวดเร็วมากจนทำให้หลายคน “งง” ไปหมด นั่นคือการที่ “เด็ก” ที่มักจะไม่ได้มีบทบาทอะไรในสังคมไทย ออกมาเป็น “ผู้นำ” ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง นักกีฬา ผู้ประกอบการในธุรกิจรุ่นใหม่บางอย่างที่ท้าทายและหลายครั้งเอาชนะคนรุ่นเก่าที่ “สูงอายุ” และมีบทบาทนำในสังคมมาช้านาน และสิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือการที่ “เด็ก” ออกมาเป็นผู้นำในการประท้วงทางการเมืองระดับชาติจนหลายคนเกรงว่าจะ “เปลี่ยนประเทศ” ไปในทางที่เด็กต้องการแต่คนรุ่นเก่าเห็นว่าเป็นภัยใหญ่หลวงและต้องป้องกันทุกวิถีทางซึ่งอาจจะเกิดการปะทะกันและกระทบต่อการปกครองและสถานะของประเทศในสายตาของประชาคมโลก

ผมเองคิดว่าปรากฏการนี้ เราไม่ควรเรียกว่าเป็นเรื่องของ “เด็ก” เพราะที่จริงแล้วพวกเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่วนใหญ่บรรลุนิติภาวะแล้ว เพียงแต่พวกเขาอายุยังน้อยกว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่นั่นก็อาจจะชดเชยได้ด้วยความรู้ที่ก้าวหน้าและแตกต่างจากคนรุ่นเก่าที่มักจะถูกจำกัดด้วยเทคโนโลยีและอำนาจของรัฐ พวกเขาไม่ใช่เด็ก แต่เป็นคนที่นักสังคมวิทยาเรียกว่าเป็นคน “Gen Y” ดังนั้น เราควรมาวิเคราะห์ดูว่าปรากฏการครั้งนี้ในที่สุดจะดำเนินต่อไปอย่างไร อนาคตของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยจะไปทางไหน แต่ก่อนอื่น เราจะต้องเข้าใจเรื่องและธรรมชาติของคนแต่ละกลุ่มหรือแต่ละเจนก่อน



Generation แรกก็คือ “Baby Boomer” นี่คือคนที่เกิดที่เกิดปี 1946-1964 หรืออายุตอนนี้ 56-74 ปี เป็นคนที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จำนวนคนในโลกเกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี่คือโลกในยุคอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์เพิ่มขึ้นมาก เช่นเดียวกับการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นต้น ในทางการเมืองเองนั้น นี่คือยุคของ “สงครามเย็น” ที่มีการต่อสู้ทางความคิดระหว่างคอมมิวนิสต์กับทุนนิยมอย่างรุนแรง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็คือ มีการ “โฆษณาชวนเชื่อ” อย่างรุนแรงระดับ “ล้างสมอง” ของคนทั้งประเทศเพื่อที่จะเอาชนะคอมมิวนิสต์ ผลก็คือ ความคิดของคนที่เกิดในยุคนี้มีความคล้ายคลึงกันมากและมักจะเป็นคนที่มีความเป็น “อนุรักษ์นิยม” สูงมาก

ยุคที่สองก็คือคน Gen X นี่คือคนที่เกิดในปี 1965-1980 หรืออายุระหว่าง 40-55 ปีในวันนี้ นี่คือคนกลุ่มที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เมื่อตอนเป็นเด็กเพราะพ่อแม่ต่างก็ไปทำงานกันทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ในครอบครัวที่เริ่มจะรวยและมักใช้ชีวิตสมดุลกว่าคนยุคเบบี้บูมที่ทำงานหนักกว่า คนเจนนี้มักจะมีความคิดเป็นอิสระ ไม่ค่อยยึดถือกรอบประเพณีแบบดั้งเดิม เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดแบบผู้ประกอบการ แต่ถ้าจะพูดว่าคุณกลุ่มนี้มีแนวคิดที่เป็นจุดเด่นแบบไหนก็อาจจะบอกชัดเจนได้ยาก ดังนั้น พวกเขาจึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น เจน “X” คือยุคที่ไม่รู้ว่าควรจะเป็นอย่างไร แต่มีความคิดที่แปลกและผิดเพี้ยนไปจากคนกลุ่มเบบี้บูม บางคนบอกว่าพวกเจน X มีแนวคิด “ปฏิวัติ” อย่างเช่นในอังกฤษที่คนรุ่นนี้มักไม่สนใจหรือมองสถาบันกษัตริย์ในมุมที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน เป็นต้น

ยุคที่สามคือคน Gen Y นี่คือคนที่เป็นลูกของคนยุคเบบี้บูมและพวกเจน X ตอนต้น พวกเขาเกิดในช่วงปี 1981-1996 ตอนนี้ก็อายุ 24-39 ปี นี่คือคนยุคแรกที่ใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ ใช้กูเกิลค้นหาข้อมูล และติดต่อสื่อสารด้วยสื่อสังคมสมัยใหม่ พวกเขาถูกเรียกว่าเป็น “Digital Native” คือ “เกิดในโลกยุคดิจิตอล” ดังนั้น จึงคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลมาก อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้งซึ่งก่อให้เกิดการตกงานหรือประสบความยากลำบากจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะเวลาเกิดปัญหา คนหนุ่มสาวมักจะไม่มีงานทำหรือตกงานมากกว่าคนที่สูงอายุกว่า อีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนคนยุคก่อนก็คือ คนเจน Y นั้น มักจะไม่สนใจทำงานกับสถาบันหรือบริษัทขนาดใหญ่และชอบที่จะทำงานเป็นอิสระอานิสงค์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทำให้พวกเขาสามารถทำงานอิสระหรือทำธุรกิจเองได้ง่าย ในด้านของสังคมเองนั้น คนเจน Y มักจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง กล้ายืนยันในความคิดของตนเอง

ผมคงไม่พูดถึงคน Gen Z ที่มีอายุ 8-23 ปีในวันนี้ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเด็กอยู่ เพราะพวกที่โตพอถึงอายุ 18 ปีแล้วก็จะมีแนวความคิดคล้ายคน Gen Y ในขณะนี้ เพียงแต่จะแรงกว่าเนื่องจากเกิดมาก็เจอกับโลกของดิจิตอลที่สมบูรณ์แล้ว



ในประเทศไทยเองนั้น ตัวเลขประชากรบอกเราว่าในปัจจุบัน เรามีคนรุ่นเบบี้บูมประมาณ 11.8 ล้านคน โดยคนที่อายุน้อยที่สุดที่ 56 ปีมีประมาณ 9 แสนคน และคนอายุสูงที่สุดที่ 74 ปีมีประมาณ 3 แสนคน และคนทั้งหมดนี้ผมตั้งสมมุติฐานว่ายังคง Active และทำงานในระดับหนึ่ง ที่สำคัญยังมีบทบาทสูงมากในแทบทุกวงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการเมืองและสิ่งที่เกี่ยวข้องและการเป็นผู้นำสูงสุดทางด้านธุรกิจจำนวนมาก

คนรุ่น เจน X นั้นเป็นรุ่นที่เด็กเกิดในแต่ละปีสูงสุดถึงปีละประมาณ 1 ล้านคน ทำให้มีคนที่เป็นเจน X ถึง 16.4 ล้านคน และในช่วงเวลานี้น่าจะเป็นคนที่มีรายได้สูงสุดและใช้จ่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม บทบาทของคนเจน X ที่โดดเด่นกลับดูเหมือนว่าจะเป็นรองคนยุคเบบี้บูมอยู่มาก นอกจากนั้น ความคิดของคนเจน X เองก็ดูไม่ชัดเจนว่าพวกเขามีแนวคิดแบบไหน ดูเหมือนว่าน่าจะผสมผสานระหว่างการเป็นเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม อานิสงค์สำคัญจากการที่สงครามเย็นสงบลงและแนวคิดแบบเสรีนิยมและกระแสของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

คนเจน Y ที่เกิดในแต่ละปีนั้น ยังมีจำนวนสูงเกือบ 1 ล้านคนน้อยกว่าเจน X เล็กน้อย ดังนั้น พวกเขาก็มีจำนวนพอ ๆ กับเจน X คือประมาณ 15.2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คนเจน Z ตอนต้น คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 จนถึง 23 ปี นั้น ผมคิดว่าพวกเขาก็มีแนวความคิดและความเชื่อคล้ายกับคนเจน Y มาก อานิสงค์จากอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตและสื่อสังคมรุ่นใหม่ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกอย่างเสรีอย่างเต็มที่ โดยที่คนในกลุ่มนี้มีรวมกันประมาณ 5.3 ล้านคน เมื่อรวมกับคนเจน Y ก็ทำให้คนกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20.5 ล้านคน กลายเป็นกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่สุดและมากกว่ากลุ่มเบบี้บูมกว่า 73% และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเจน Y มีบทบาทที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเร็ว ๆ นี้



ถ้าเรามองไปข้างหน้าและตั้งสมมุติฐานว่าคนในแต่ละเจนนั้น มีมุมมองและความคิดแบบเดิมตามที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วปล่อยให้เวลาเดินไปอะไรจะเกิดขึ้น?

ในเวลาอีก 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยก็น่าจะมีการเลือกตั้งซึ่งจะบ่งชี้ว่ารัฐบาลจะมีแนวโน้มไปทางไหนถ้าสมมุติว่าผู้ชนะการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามเสียงของผู้แทนราษฎร เราก็จะพบว่าจำนวนของเบบี้บูมก็จะเหลือเพียง 11.1 ล้านคนเพราะคนรุ่นเบบี้บูมจะ “หายไป” เนื่องจากการตายหรือหมดความสามารถหรือไม่อยากที่จะไปเลือกตั้งแล้วประมาณ 6.5 แสนคน ในทางตรงกันข้าม คนเจน Y และ Z ที่มีอายุครบ 18 ปีขึ้นไป กลับมีมากขึ้นอีก 1.6 ล้านคนทำให้มีจำนวนคนที่มีสิทธิเลือกตั้งถึง 22.1 ล้านคน หรือประมาณ 2 เท่าของกลุ่มเบบี้บูม ซึ่งถ้าผู้แทนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดของเจน Y เร็วขึ้น

มองไปข้างหน้าที่ไกลไปกว่านั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้า คนรุ่นเบบี้บูมที่ยังมีกำลังวังชาพอที่จะมีบทบาทในด้านต่าง ๆ ก็จะลดลงไปประมาณ 2.4 ล้านคนเหลือแค่ 9.4 ล้านคน ในขณะที่คนเจน Y และ Z ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในวันนี้จะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 4 ล้านคนกลายเป็น 24.5 ล้านคน บทบาทในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของคนเจน Y+Z กลุ่มนี้ จะสูงกว่าคนรุ่นเบบี้บูมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

แต่ถ้าบอกว่าอนาคตระยะยาวของประเทศไทยอีก 10 ปีข้างหน้าล่ะ ประเทศไทยจะมีหน้าตาอย่างไร? คนรุ่นเบบี้บูมในวันนี้จะลดลงไปถึง 5 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 6.8 ล้านคน ในทางตรงกันข้าม คนเจน Y+Zที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในวันนี้จะมีคนเพิ่มขึ้นถึง 7.9 ล้านคน ทำให้คนกลุ่มนี้มีมากถึง 28.4 ล้านคน หรือเป็น 4 เท่าของคนรุ่นเบบี้บูม ถึงวันนั้น อิทธิพล แนวความคิดและ “วัฒนธรรม” ที่เป็นของคนรุ่นเบบี้บูมในวันนี้ที่อยู่กับสังคมไทยมานานหลายสิบปีก็คงจะหมดไปถ้าเราตั้งสมมุติฐานว่าคนรุ่นเจน X นั้นไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากการที่เป็นเจนที่มีจุดยืนกลาง ๆ ที่ไม่ “ซ้ายหรือขวา” คือไม่ติดยึดอะไรมากและพร้อมที่จะปรับตัวไปกับกระแสใหม่ ๆ ของไทยและโลก 

ความรู้สึกลึก ๆ ของผมก็คือ ภายใน 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจจะเปลี่ยนไปแบบจำแทบไม่ได้